header image
หน้าหลัก arrow ข้อมูลโครงการ arrow ประวัติความเป็นมา

ประวัติความเป็นมา

ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเมืองเก่าสงขลา

  • Imageสงขลาเป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งในภาคใต้ที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานและมีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านศิลปวัฒนธรรมตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ของสงขลาน่าจะเริ่มพัฒนาขึ้นบริเวณคาบสมุทรสทิงพระ โดยปรากฏหลักฐานชัดเจนเมื่อเข้าสู่พุทธศตวรรษที่ 12 และรุ่งเรืองเรื่อยมาจนกระทั่งถึงพุทธศตวรรษที่ 18-19 ได้พบชุมชนโบราณกระจายอยู่หลายชุมชน ที่สำคัญมี 4 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนโบราณปะโอ ชุมชนโบราณสทิงพระ ชุมชนโบราณบริเวณเขาคูหา-เขาพะโคะ และชุมชนโบราณสีหยัง ประวัติศาสตร์ของเมืองสงขลาได้เริ่มขึ้นอย่างแท้จริงประมาณพุทธศตวรรษที่ 22-24 ซึ่งสามารถแบ่งศูนย์กลางปกครองได้ 3 แห่ง โดยมีลำดับพัฒนาการ ได้แก่ เมืองสงขลาหัวเขาแดง (เมืองสิงขระ) เมืองสงขลาฝั่งแหลมสนและเมืองสงขลาฝั่งบ่อยาง
  • ต้นทศวรรษ 2150 เมืองสงขลาเริ่มปรากฏชื่อชัดเจนในบันทึกของพ่อค้าชาวดัทช์และชาวอังกฤษ ต่อมาในปี พ.ศ.2151 นายคอร์เนลิส สเปกซ์ พ่อค้าชาวดัทช์เป็นชาวตะวันตกคนแรกที่เดินทางเข้ามาพำนักที่เมืองสงขลาหัว เขาแดงถึงสี่วัน ในระยะนี้เมืองสงขลายังเป็นชุมชนปากน้ำแขวงเมืองพัทลุง อยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าเมืองพัทลุง ซึ่งเป็นบุตรชายของเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช หลังจากนั้นประมาณห้าปี “โมกุล” หรือ “ตะโต๊ะ โมกอลล์” เจ้าเมืองสงขลาซึ่งเป็นแขกมุสลิมได้ส่งบรรณาการให้แก่่รัฐบาลขอขึ้นต่อ อยุธยา โดยพงศาวดารเมืองสงขลาได้กล่าวถึงเมืองสงขลาหัวเขาแดงได้ว่า “เดิมครั้งหนึ่งเมืองสงขลาเป็นเมืองแขก ตั้งอยู่ริมเขาแดง เจ้าเมืองชื่อสุลต่านสุเลมัน สุลต่านสุเลมันได้สร้างป้อมคูเมืองและจัดแจงสร้างบ้านเมืองเสร็จแล้วยอม ขึ้นกับกรุงศรีอยุธยาโบราณ ครั้งสุลต่านสุเลมันถึงแก่อนิจกรรมแล้ว บุตรและหลานคนหนึ่งคนใดก็ไม่ได้เป็นผู้ครองเมืองสืบตระกูลต่อไป เมื่อสุลต่านสุเลมันสร้างบ้านเมือง ขึ้นนั้น ไม่ปรากฏว่าศักราชใด ตั้งแต่สุลต่านสุเลมันถึงอนิจกรรมแล้วเมืองก็ร้างว่างเปล่าอยู่ช้านาน แต่ป้อมที่ฝังศพสุลต่านนั้นราษฎร เรียกว่า มรหุ่ม ต่อมาจนถึงทุกวันนี้” (วิเชียรคีรี (ชม), 2506 : 35)
  • แต่หลังจากสมเด็จพระเจ้าปราสาททองได้เสด็จขึ้นครองราชย์กรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ.2173 เมืองสงขลาหรือเมืองสิงขระได้เริ่มแข็งเมือง ไม่ยอมรับอำนาจของสมเด็จพระเจ้าปราสาททองโดยกรุงศรีอยุธยาได้ส่งกองทัพมาปราบปรามเมืองสงขลาหลายครั้งแต่ไม่อาจตีเมืองสงขลาได้ เพราะเมืองสงขลาตั้งอยู่บนชัยภูมิที่เหมาะสม รวมทั้งยังมีป้อมปราการและคูเมืองที่ล้อมรอบอย่างแข็งแรง จนกระทั่งในปี พ.ศ.2192 เมืองสงขลา ได้บุกเข้ายึดเมืองนครศรีธรรมราช และยังรวมเมืองปัตตานีและพัทลุงไว้ในอำนาจได้อีกด้วย
  • ครั้งสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้เสร็จขึ้นครองราชย์กรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ.2199 เมืองสงขลาก็ยังตั้งแข็งเมือง ต่อมาสุลต่านสุไลมานหรือพระเจ้าเมืองสงขลาสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้โปรดเกล้าฯ ให้ส่งกองทัพเรือลงมาปราบปรามซึ่งมีเรือรบเป็นจำนวนมากมาตี พระเจ้าเมืองสงขลา ได้ต่อสู้อย่างสามารถ แต่เนื่องจากผู้รักษาป้อมแห่งหนึ่งได้คิดประทุษร้ายเอาใจออกห่างพระเจ้าเมืองสงขลา กองทัพของกรุงศรีอยุธยาจึงสามารถเข้าไปในป้อมแล้วได้เอาดอกไม้เพลิงโยนเข้าไปในเมือง เพลิงได้ติดลุกลามไหม้วังของเจ้าเมืองสงขลาจนหมดสิ้น และได้ทำลายป้อม คู ประตู หอรบ และบ้านเรือนจนเหลือแต่แผ่นดิน เพราะเกรงจะมีคนอื่นมาตั้งมั่นคิดกบฏอีก
  • เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ปราบปรามเมืองสงขลาได้แล้ว โปรดเกล้าฯ ให้กวาดต้อน ชาวสงขลาและนำบุตรหลานของสุลต่าน พร้อมด้วยข้าราชบริพารไปไว้ที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำให้หมู่บ้านแห่งนั้น เรียกว่า บ้านสงขลามาจนทุกวันนี้ และอีกส่วนหนึ่งไปไว้ยังกรุงศรีอยุธยา ซึ่งได้สืบเชื้อสายเป็นเจ้าเมืองไชยาและเมืองพัทลุงในเวลาต่อมา
  • หลังจากเมืองสงขลาหัวเขาแดงถูกทำลายลงอย่างราบคาบในปี พ.ศ.2223 ทำให้ชาวเมืองส่วนหนึ่ง ได้โยกย้ายไปตั้งชุมชนใหม่ทางปลายสุดของคาบสมุทรสทิงพระ ซึ่งอยู่ทางใต้ของเมืองสงขลาหัวเขาแดงบริเวณบ้านแหลมสน จึงเรียกเมืองสงขลาใหม่นี้ว่าเมืองสงขลาฝั่งแหลมสนกลุ่มผู้ปกครองที่มี ส่วนสำคัญต่อการพัฒนาเมืองสงขลาในยุคนี้เป็นพวกอดีตจีนสลัด ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองสงขลา ตอนปลายสมัยอยุธยา ซึ่งชาวจีนโดยทั่วไปรู้จักกันในนามของเฮ่าเหยียงหรือพระยาสงขลา (พ.ศ.2318-2325) อันเป็นต้นตระกูล ณ สงขลา ตระกูลเก่าแก่และมีชื่อเสียงมากที่สุดตระกูลหนึ่ง ในประวัติศาสตร์ไทยยุครัตนโกสินทร์ ซึ่งเจ้าเมืองสงขลาในยุคนี้ได้ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกรุงศรีอยุธยาเพื่อพัฒนาเมืองสงขลาให้เจริญก้าวหน้าเป็นหัวเมืองชั้นโทภายในพระราชอาณาจักรสยามอย่างสมบูรณ์แบบจนในที่สุดเมืองสงขลา ฝั่งแหลมสนเจริญก้าวหน้ามากขึ้น แต่พื้นที่ตั้งตัวเมืองคับแคบเพราะเป็นที่ราบระหว่างเชิงเขาบ่อทรัพย์ กับปากทะเลสาบสงขลาในปี พ.ศ.2375 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.2364-2394) จึงโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายตัวเมืองสงขลาไปตั้งบนสันทรายฝั่งตรงกันกับเมืองสงขลาฝั่งแหลมสนที่ตำบลบ่อยาง จึงมีการสร้างเมืองใหม่ อันประกอบด้วย จวนเจ้าเมือง กำแพงเมือง ป้อมปราการ และวัดวาอาราม รวมทั้งศาลหลักเมือง แต่กว่าจะสร้างแล้วเสร็จและย้ายเมืองสงขลาได้ก็ล่วงเลยเวลาไปประมาณ 10 ปี กล่าวคือ ในปี พ.ศ.2385 จึงสามารถทำพิธีสมโภชหลักเมืองใหม่ที่ตำบลบ่อยาง หรือเมืองสงขลาปัจจุบันนั่นเอง
  • ในการพัฒนาเมืองสงขลาฝั่งแหลมสนให้บรรลุผลสำเร็จนั้น รัฐบาลกลางได้เลือกกลุ่มชาวจีน โพ้นทะเลที่มีประสบการณ์ทางด้านการค้า และเคยมีอิทธิพลในฐานะจีนสลัดมาก่อนเป็นผู้นำในการพัฒนา โดยวางกลไกให้กลุ่มชาวจีนดังกล่าวมีความผูกพันกับราชตระกูล และตระกูลขุนนางในส่วนกลางอย่างใกล้ชิด ทั้งทางด้านผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และอำนาจทางการเมือง อีกทั้งชาวจีนยังเป็นกลุ่มเชื้อชาติเดียวที่สามารถประนีประนอมและประสานประโยชน์ระหว่างกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่นต่างๆ ได้ ทั้งชาวไทยพุทธหรือชาวมุสลิม และยังเป็นที่ไว้วางใจของรัฐบาลกลางอีกด้วย ด้วยเหตุผลข้างต้นในปี พ.ศ.2318 รัฐบาลจึงได้แต่งตั้งเฮ่าเหยียงหัวหน้าชาวจีนโพ้นทะเลในเมืองสงขลา ซึ่งพำนักอยู่ที่บ้านแหลมสนขึ้นเป็นเจ้าเมืองสงขลา หลังจากนั้นมาเป็นเวลานานกว่าหนึ่งศตวรรษที่เมืองสงขลาได้พัฒนาเติบโตขึ้นภายใต้การนำของกลุ่มผู้ปกครองที่มีเชื้อสายจีนผสมชาวพื้นเมือง กลุ่มผู้ปกครองดังกล่าวได้พัฒนาเมืองสงขลาขึ้นเป็นท่าเรือ นานาชาติขนาดใหญ่ที่มีความเป็นปึกแผ่นมั่นคง